Vakom: ตอนนี้น้องสุรวุฒิ เรียนอยู่ที่ไหนคะ
น้องสุรวุฒิ : Kaplan International Center ครับ ตอนแรกที่มาเรียนอยู่ที่ สาขา Westwood เมือง Los Angeles
ก่อนประมาณสองเดือนกว่า แต่ตอนนี้ย้ายมาเรียนสาขาที่ New York แต่เรียนที่ Kaplan เหมือนเดิม ย้ายมาอยู่ได้เดือนกว่าแล้วครับ

Vakom: ก่อนไปน้อง เตรียมตัวอย่างไรบ้างค่ะ
น้องสุรวุฒิ: จริงๆแล้วเตรียมตัวน้อยมากๆ ครับ ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องหาข้อมูลมากกว่า เพราะที่ Kaplan
มีสาขาตามเมืองต่างๆให้เลือกเรียนเยอะมาก แทบจะครบทุกเมืองใหญ่ๆในอเมริกา ตอนนั้นก็มีเมืองในใจประมาณ 4-5 เมือง
ตัดสินใจยากอยู่เหมือนกันว่าจะเลือกที่ไหนดี เพราะแต่ละเมืองก็มีข้อดีข้อเสียแตกต่างกัน หลักๆ ก็มีหาข้อมูลตามอินเตอร์เนต
ตามหนังสือบ้าง อย่างในเว็บ Kaplan เองก็มีข้อมูลให้ดูเยอะมาก ค่อนข้างจะละเอียด ทั้งภาพถ่าย หรือ google earth แบบ street view
สามมิติรอบๆโรงเรียน ก็ทำให้เราเห็นบรรยากาศโดยรอบโรงเรียนแต่ละที่ของจริงเลยว่าเป็นยังไง
ก็เลยทำให้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้น ส่วนเรื่องอื่นๆ จริงๆแทบไม่ค่อยเตรียมตัวอะไรมากเท่าไหร่ เพราะตอนนั้นทำงานอยู่ด้วย
แล้วคืนวันที่บินไปอเมริกา คือวันทำงานวันสุดท้ายพอดี พอเลิกงานก็กลับบ้านเอาของ แล้วไปสนามบินเลย

Vakom: มาพูดถึงเรื่องการเรียนกันบ้างดีกว่าค่ะแล้วการเรียนการสอนที่ ให้ใส่ชื่อโรงเรียน เป็นอย่างไรบ้างคะ
น้องสุรวุฒิ: อย่างแรกเลยที่นี่ถ้าเป็นคอร์ส Intensive จะแบ่งเป็นสองวิชา คือมีวิชาหลัก ซึ่งจะสอนเน้นพวก Grammar แล้วก็ Skill ต่างๆ
ทั้ง Reading, Listening, Writing แล้วก็ Speaking กับวิชาเลือก 2 ตัว ให้เราเลือกตามความสนใจ อย่างอาทิตย์แรกที่มาถึง
เค้าจัดให้เรียนวิชาเลือกเป็น วิชา Idiom เพราะเป็นอาทิตย์สุดท้ายพอดี ก่อนเค้าจะเปิดให้นักเรียนเลือกวิชาใหม่ตามที่ตัวเองสนใจ
เลยโดนบังคับลงตัวนี้ไปก่อน ซึ่งตอนนั้นเราคิดว่ามันคงเป็นวิชาที่น่าเบื่อมาก แต่พอไปเรียนจริงๆแล้วรู้สึกว่าสนุกมาก อาจารย์สอนดี
ไม่เครียด ไม่ได้สอนแค่ตามบทเรียนอย่างเดียว แต่มีให้ทำกิจกรรม เล่นเกมส์กับเพื่อนในห้อง ก็ทำให้รู้จักกันมากขึ้น แล้ว
เรียนรู้ได้ง่ายขึ้น ซึ่งพอเรียนแล้วทำให้รู้สึกว่าจริงๆมันได้ใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันเยอะมาก เช่น การดูหนัง ฟังเพลง
หรือนอกจากนี้ก็มีวิชาเลือกอื่นๆ ที่น่าสนใจเยอะ ทั้ง Music class, Writing ,Film (เรียนภาษาจากหนัง) หรือแม้แต่วิชา
American History ให้เลือกเรียนตามความสนใจของเรา
Vakom: การเรียนการสอนเน้นอะไรบ้าง ต่างจากการเรียนการสอนในเมืองไืทยอย่างไรค่ะ
น้องสุรวุฒิ : คงเป็นเรื่องกิจกรรมที่มีให้ทำเยอะมาก ไม่ได้เน้นแค่ว่าต้องเรียนแต่ในห้องอย่างเดียว แล้วอีกอย่างคือ
ได้เจอเพื่อนหลากหลายประเทศ อย่างเคยเรียนภาษาที่เมืองไทยมาก่อนเหมือนกัน แล้วทั้งห้องมีแต่คนไทย
ทำให้บางทีเราอายที่จะพูดภาษาอังกฤษ แต่พอมาที่นี่คือในคลาสแทบไม่เจอคนไทยเลย ทำให้ได้ใช้ภาษาอังกฤษจริงๆจัง
แล้วกล้าพูดมากขึ้น ส่วนเรื่องกิจกรรมอย่างบางวันเรียนในห้องครึ่งแรก พอครึ่งหลังอาจารย์ก็พาออกไปทำกิจกรรมข้างนอกกับเพื่อนในห้องเรียน เช่น ไปเดินดู
museum หรือว่าสวนสาธารณะ ไปดูเมือง แล้วระหว่างนั้นอาจารย์เล่าประวัติความเป็นมา หรือเล่าความรู้ข้อมูลต่างๆให้ฟัง
เป็นการฝึกภาษาแล้วก็เรียนรู้นอกห้องเรียนไปในตัว ซึ่งอาจารย์แต่ละคนมีความรู้รอบตัวเยอะมาก ซึ่งจริงๆ
แล้วบรรยากาศแบบนี้โรงเรียนสอนภาษาทั้วไปในเมืองไทยแทบจะไม่มีเลย

Vakom: อาจารย์เป็นอย่างไรบ้าง ดูแลนักเรียนที่เป็นชาวเอเชียดีไหมค่ะ
น้องสุรวุฒิ : อย่างตอนแรกๆที่มา เป็นคนไม่ค่อยกล้าที่จะเริ่มเข้าหาคนอื่นก่อนเท่าไหร่ โดยเฉพาะเพื่อนชาวต่างชาติ
เพราะที่โรงเรียนแทบจะไม่มีคนไทยเลย แต่สิ่งนึงที่ประทับใจคืออาจารย์ที่นี่ เค้าเอาใจใส่นักเรียนทุกๆคนเท่าเทียมกัน
อย่างถ้าเป็นโรงเรียนบางที่ ถ้าเราเงียบสุดในห้อง เราอาจจะกลายเป็นไม่มีตัวตนเลย แต่ที่นี่คือเค้าพยายามทำให้
ทุกคนมีส่วนร่วมเสมอ มีชวนคุยเรื่องทั่วๆไป บางทีเรียนๆอยู่ก็มีแกล้งทำเสียงดัง หรือตวาดใส่ (แบบขำๆ) มีแกล้งแซวแบบสนุกๆบ้าง
ทำให้เราสนิทกับอาจารย์หรือเพื่อนในห้องมากขึ้น กล้ามีส่วนร่วมมากขึ้น ลดช่องว่างระหว่างกันมากขึ้นด้วย
อีกเรื่องที่ประทับใจคือ ทุกคลาสที่เรียน พอได้เปลี่ยนคลาส หรือเจออาจารย์คนใหม่ พอวันที่สองเค้าจะจำชื่อนักเรียนได้ทุกคนเลย
เวลาเจอกันข้างนอกเค้าก็จะทักทาย หรือเรียกชื่อถูก เลยทำให้รู้สึกค่อนข้างประทับใจ
เพราะอย่างคลาสนึงก็จะมีนักเรียนจากหลากหลายประเทศ ซึ่งบางคนก็ชื่อยาว หรือจำยากมาก
แต่อาจารย์เค้าจำได้ทุกคนตั้งแรกวันสองวันแรกที่เจอกัน ซึ่งทำให้รู้สึกว่าเค้าใส่ใจนักเรียนทุกคนจริงๆ
Vakom: ได้ทำกิจกรรมพิเศษที่โรงเรียนบ้างมั้ยคะ
น้องสุรวุฒิ : ก็มีบ้างครับ เช่น ในแต่ละวันโรงเรียนเค้าจะมีตารางกิจกรรมให้ทำทุกวัน เปลี่ยนไปเรื่อยๆ
แต่ละเดือน เช่นวันธรรมดาหลังเลิกเรียน ก็มีจัดทริปไป museum ต่างๆ ซึ่งบางที่ถ้าเราไปเอง บางทีต้องเสียค่าเข้า15-20$ แต่ไปกับ
โรงเรียนเค้าทำเรื่องให้ เสียแค่ค่า donation 1$ หรือวันหยุดเสาร์อาทิตย์ก็มีจัดทริปเที่ยวแบบเช้าเย็นกลับก็มี แล้ว
การไปทำกิจกรรม หรือไปทริปทำให้ได้รู้จัก แล้วก็ได้เจอเพื่อนใหม่ๆเยอะมาก อย่างเพื่อนบางคนอยู่ที่โรงเรียนไม่เคยรู้จักเลย
เพราะเรียนกันคนละคลาส แต่พอไปทริปด้วยกันครั้งนึง กลายเป็นสนิทกันไปเลย มากกว่าเพื่อนที่เจอกันในห้องเรียนทุกวันบางคนด้วยซ้ำ
หรือนอกจากนี้ก็มีพวกกิจกรรมอื่นๆ เช่น เล่นกีฬาหลังเลิกเรียน, คลาสเรียนวิชาสนุกๆ อย่าง surfing, ประกวดภ่ายภาพ อะไรทำนองนี้ครับ

Vakom: เรียนที่นี่แล้ว รู้สึกว่าเราได้อะไรบ้างคะ
น้องสุรวุฒิ : อย่างแรกเลย ได้รู้จักเพื่อนจากหลากหลายประเทศมาก เพราะที่นี่มีนักเรียนหลากหลายมากไม่ว่าจะเป็นในโซนเอเชีย อเมริกาใต้
หรือแม้กระทั่งยุโรป เพราะอย่างในคอร์ส Intensive ก็จะมีทั้งชั่วโมงที่เป็นวิชาหลัก แล้วก็ elective class ให้เลือกเรียนสองวิชา
ทำให้ได้เปลี่ยนคลาสไปเรื่อยๆ ได้รู้จักคนมากขึ้นไม่เบื่อ แล้วสถานที่เรียนก็ดีมากๆ ทั้งตัวโรงรียนเอง หรือว่าสภาพแวดล้อมโดยรอบ อย่างที่
L.A. ก็อยู่ใกล้กับมหาวิทยาลัย UCLA ซึ่งโดยรอบแถวนั้นก็มีทั้งสถาบันต่างๆของ UCLA ร้านอาหาร ร้านหนังสือ museum ต่างๆ ตั้งอยู่
ซึ่งบรรยากาศแถวนั้นเหมาะแก่การเรียนมากๆครับ
Vakom: เรื่องค่าเรียน OK มั้ยคะ
น้องสุรวุฒิ : ต้องเกริ่นก่อนว่า ตอนแรกสุดที่ตั้งใจมา ตั้งใจไว้ว่าอยากเรียนตามศูนย์ภาษาของมหาวิทยาลัยมากกว่า
เพราะตั้งใจมาเรียนเพื่อเตรียมตัวเรียนต่อจริงๆจังๆ ตอนนั้นก็ดูไว้หลายๆที่เหมือนกัน แต่ส่วนใหญ่ก็แพงมากๆ
ก็ตัดสินใจอยู่นานว่าจะเอายังไงดี ตอนนั้นก็มีเพื่อนแนะนำโรงเรียนเอกชนอื่นๆให้ดูเหมือนกันครับ
ซึ่งเทียบกันแล้วราคาถูกกว่ากันมากกว่าครึ่งนึงเลย บางที่คอร์ส 6 เดือน คอร์สเรียนเหมือนกัน แต่ค่าเรียน ไม่ถึงแสนก็มี
ก็ลังเลเหมือนกันว่าเอายังไงดี ก็กังวลว่าถ้าเลือกอย่างหลังจะดีรึป่าว แต่ก็กลัวว่าสุดท้ายจะไม่ได้อะไรเลย จนกระทั่งได้มาเจอรายละเอียดที่
Kaplan ตอนนั้นหาข้อมูลเยอะ ดูข้อมูลจากคอร์ส จากสถานที่ แล้วก็ข้อมูลจากพี่ๆ ที่ Vakom ก็ค่อนข้างประทับใจทีเดียว
รู้สึกว่าได้มาตรฐาน น่าเชื่อถือ ในที่สุดเลยตัดสินใจเลือกที่นี่ เพราะคิดว่าถ้าในเมื่อต้องเสียเงินแล้วอยากได้อะไรที่ดีๆไปเลยดีกว่า
ไม่อยากรู้สึกเสียดายเงินกับเวลาทีหลัง แต่เทียบกับสิ่งที่เราได้รับก็ถือว่าคุ้มค่าครับ เช่น อาจารย์ เพื่อน สถานที่เรียนก็อยู่ใน area ที่ดีมากๆ
Vakom: ตอนลงเครื่องครั้งแรกรู้สึกอย่างไรคะ
น้องสุรวุฒิ ตอนนั้นไม่ค่อยตื่นเต้นเท่าไหร่นะครับ อาจจะเพราะเป็นครั้งที่สองที่ได้มาอเมริกาด้วย แต่รู้สึกประทับใจมากกว่า
ว่าในที่สุดก็ได้มาอเมริกาอีกครั้ง เพราะเคยมาอยู่แล้วครั้งนึง แล้วหลังจากกลับจากที่นี่ครั้งแรก
เคยคิดว่าอยากกลับมาใช้ชีวิตอยู่ที่นี่อีกครั้งนึง แต่ตอนนั้นก็มีกังวลบ้างนิดหน่อย เช่นว่า เรื่องที่พัก เรื่องเรียน เรื่องเมือง
หรือเรื่องคนที่ต้องเจอ จะเป็นยังไง จะดีรึป่าว แต่พอจริงๆแล้วก็ถือว่าดีกว่าที่คิดไว้มากๆครับ
Vakom: พักอยู่กับใครคะ แล้วสำหรับค่าใช้จ่ายเรื่องที่พัก เป็นยังไงบ้าง
น้องสุรวุฒิ : ตอนนี้พักอยู่บ้านของคนไทยที่นิวยอร์คครับ เป็นบ้านที่เค้าแบ่งห้องให้เช่า เจ้าของเป็นคุณลุงคุณป้าคนไทย
ซึ่งเค้าย้ายครอบครัวมาอยู่ที่นี่ได้นานแล้ว ซึ่งเค้าดูแลดีมากเหมือนเราเป็นสมาชิกในครอบครัวคนนึงเลย
ทำอาหารให้ทานทุกวัน ให้คำแนะนำต่างๆ แล้วคิดค่าเช่าไม่แพง ก็ทำให้ประหยัดลงไปได้เกือบครึ่งเลยจากเดิม เพราะเมื่อก่อนตอนอยู่ L.A.
อยู่หอพักแบบ studio ซึ่งก็ค่อนข้างแพงเหมือนกัน
Vakom: เพื่อนๆให้การต้อนรับดีขนาดไหนมีเพื่อนสนิทชาวต่างชาติไหมคะ
น้องสุรวุฒิ เพื่อนส่วนใหญ่ดีถึงดีมากเกือบทุกคนเลยครับ อย่างตอนแรกที่มาก็จะรู้จัก สนิทกับเพื่อนที่เป็นเอเชียมากกว่า
เช่นเกาหลี หรือญี่ปุ่น เพราะรู้สึกว่าเพื่อนที่เป็นยุโรปดูน่าจะคุยกันยากกว่า เพราะวัฒนธรรม นิสัยอะไรต่างกัน แต่พออยู่ๆไป
พอรู้จักกันมากขึ้น หรือสนิทกันขึ้น ก็ทำให้รู้สึกว่าจริงๆแล้วเค้าไม่ได้ต่างจากเราเลย ก็เป็นเพื่อนที่น่ารักมากๆ ครับ

Vakom: มีกิจกรรมยามว่างหลังจากเรียนอะไรบ้างคะ
น้องสุรวุฒิ : ทั่วๆไปเรียนเสร็จก็กลับบ้านมานอนต่อครับ ; ) เพราะปกติเป็นคนนอนดึก แล้วต้องตื่นเช้าไปเรียน
พอเรียนเสร็จเลยกลับมานอนต่อ แต่ก็มีบางวันที่ว่างๆ ก็มีไปทานข้าวกับเพื่อนในห้องบ้าง หรือไปเดินเล่นในเมืองหลังเลิกเรียนบ้าง
เพราะอย่างนิวยอร์คเมืองที่อยู่ตอนนี้เป็นเมืองที่มีแทบจะทุกอย่างจริงๆ อยากทำอะไร หรืออยากได้อะไรก็มีหมด
แล้วรถไฟใต้ดินที่นี่เปิดตลอด 24 ชั่วโมง อยากกลับบ้านเมื่อไหร่ก็ได้
Vakom: นิสัยผู้คนที่นั้นเป็นอย่างไรบ้าง
น้องสุรวุฒิ : ส่วนใหญ่ที่เจอค่อนข้างดีมากๆครับ ไม่ว่าจะเป็นฝรั่งหรือคนไทยที่เจอ อย่างคนไทยที่นี่บางคนเพิ่งรู้จักกันวันแรกก็มีให้คำแนะนำ
คอยช่วยเหลือต่างๆ มีพาไปเลี้ยงข้าว หรืออย่าง Host family ที่มาอยู่ด้วยช่วงแรก ก่อนมาก็กังวลเหมือนกันว่าจะปรับตัวเข้ากับเค้าได้มั๊ย
ถ้าต้องไปอยู่กับคนที่ไม่จัก แต่พอจริงๆแล้ว เค้าน่ารักมาก ให้คำปรึกษา ดูแลดีทุกอย่าง อย่าง เช่น วันไหนกลับบ้านดึก ไม่ได้กินข้าวเย็นด้วย
เค้าก็จะแบ่งอาหารใส่จานเอามาวางไว้หน้าห้องให้ เผื่อเรากลับมาแล้วหิว หรืออย่างเค้าทำงานด้าน design เหมือนกัน
พอเค้ารู้ว่าจะอยากเรียนต่อด้านนี้ เค้าก็มีช่วย search ดูข้อมูลมหาวิทยาลัยที่เราดูๆไว้ให้ด้วยว่าที่ไหนเป็นยังไงดีมั๊ย แล้วมาบอกเรา
Vakom: เรื่องราวที่ประทับใจสำหรับเมืองนี้
น้องสุรวุฒิ: ถ้าเทียบกับสองเมืองที่มาอยู่ ประทับใจ L.A. มากที่สุด อย่างแรกเลยคือเรื่องอากาศ
ปกติเมื่อก่อนเป็นคนไม่ค่อยสนใจสภาพอากาศเท่าไหร่ แต่มาอยู่ที่นี่แล้วประทับใจอากาศที่นี่ดีมากๆ คือท้องฟ้าใสทุกวัน
แล้วอากาศเย็นสบายๆไม่ร้อนไม่หนาวเกินไป ซึ่งปกติเป็นคนไม่ชอบฝนตกมากๆ แต่มาอยู่ที่นี่แล้วแทบไม่เจอฝนเลย
เพราะอากาศดีแทบจะทุกวัน เลยยิ่งประทับใจ แล้วอีกอย่างคือเมืองเป็นเมืองออกแนวๆสบายๆ ไม่เร่งรีบ คนไม่แออัดเหมือนที่นิวยอร์ค
เป็นเมืองใหญ่ออกแนวกว้างที่มีทั้งความเป็นเมืองใหญ่ แล้วก็ธรรมชาติอยู่ในตัว มีชายหาด ทะเล ภูเขา ที่ช๊อปปิ้ง
หรือขับรถออกไปหน่อยก็มีทะเลทราย มี Outlet ใหญ่ๆ เรียกว่ามีกิจกรรมอะไรให้ทำเยอะ ไม่มีเบื่อ กับอีกเรื่องที่ประทับใจคือ L.A.
เป็นเมืองที่มีคนจากหลากหลายเชื้อชาติมารวมกัน พอมาอยู่ที่นี่แล้วเลยไม่ค่อยรู้สึกแปลกแยกเท่าไหร่ โดยเฉพาะคนเอเชีย
มีย่านแต่ละย่านของแต่ละประเทศ เช่น Korea town ,Little Tokyo ,Thai town ฯลฯ วันไหนอยากทานอะไร
หรืออยากได้ของจากประเทศไหนก็มีหมด เหมือนอยู่เมืองเดียว แต่ไปเที่ยวได้ทุกประเทศ อีกอย่างคือมีร้านอาหารดีๆ ทั้งอาหารเกาหลี
ญี่ปุ่น โดยฉพาะร้านอาหารไทยอร่อยๆเยอะมาก บางร้านอร่อยกว่าที่เมืองไทยอีก จนกลายเป็นร้านประจำไปเลย
มีร้านขายของไทยแทบจะทุกอย่าง บางอย่างไม่น่าเชื่อว่าจะมีขายที่นี่ก็มี อย่างขนมครก ขนมเบื้อง ทองหยิบ ทองหยอด ข้าวเหนียวมะม่วง
กระหรี่พัฟท์ สาคูไส้หมู หรือแม้กระทั่งสารพัดน้ำพริก ฯลฯ
Vakom: วางแผนใรอนาคตอย่างไรบ้างคะ
น้องสุรวุฒิ : ตั้งใจไว้ว่าอยากต่อโท กำลังตัดสินใจอยู่ ว่าอาจจะเป็นสาขาทางด้านสถาปัตกรรมต่อเหมือนที่เรียนมา
หรืออยากเปลี่ยนไปเรียนทางด้านดีไซด์แนวอื่นๆ ดูบ้าง เช่น พวก media หรือว่า photography ครับ
Vakom: ช่วยแนะนำน้องๆที่จะเตรียมตัวไปเรียนที่นี่หน่อยว่าต้องทำอะไรบ้าง
น้องสุรวุฒิ : อย่างแรกเลยก็น่าจะเป็นเตรียมตัว กับหาข้อมูลก่อน ทั้งเรื่องโรงเรียน
หรือเรื่องการเลือกคอร์สให้เหมาะกับจุดมุ่งหมายของเราว่าอยากมาเรียนเพื่ออะไร แล้วเมืองที่จะมาก็สำคัญ
ต้องลองหาข้อมูลประกอบกันเยอะๆว่าเราชอบอยู่เมืองแบบไหน เมืองเล็ก เมืองใหญ่ ค่าครองชีพ ฯลฯ
เพราะก็เป็นปัจจัยสำคัญในการมาใช้ชีวิตอยู่ รองมาก็เรื่องภาษาครับ เพราะอย่างวันแรกที่มาถึงก็มี placement test
เพื่อวัดระดับภาษาเราแล้วแบ่งชั้นเรียน ซึ่งถ้าเราทำได้ดีก็จะได้อยู่ระดับที่สูง ก็ทำให้สุดท้ายแล้วเราได้อะไรเยอะกว่าครับ
Vakom: เขียนถึง VAKOM หน่อยนะคะ
น้องสุรวุฒิ : ก็อย่างแรกเลยรู้จักที่นี่มาน่าจะ 4-5 ปีได้แล้ว ตั้งแต่ตอนเรียนมหาวิทยาลัย ปี 1-2
เพราะเคยคิดอยากจะไปเรียนภาษาที่ต่างประเทศช่วงปิดเทอม ก็เข้ามาหาข้อมูลในเว็ปไซต์มาเรื่อยๆ มีส่งเมลล์มาคุยกับพี่ ๆ ที่นี่บ้าง
แต่สุดท้ายก็ยังไม่ได้ไปซักที จนกระทั่งเรียนจบ ก็ตัดสินใจอยู่นานเหมือนกัน จนในที่สุดก็เลยตัดสินใจเลือกที่นี่เป็นที่แรก
เพราะประทับใจทั้งเรื่องข้อมูลที่มีเยอะมากๆ แล้วก็น่าเชื่อถือ แล้วก็ราคาค่าเรียนก็ถูกกว่าที่อื่นที่เคยดูไว้
นอกจากนี้ ที่นี่ก็ยังช่วยเหลือเรื่องการเตรียมตัวต่างๆก่อนที่จะออกเดินทาง อย่างเรื่องวีซ่าอเมริกา ซึ่งถ้าต้องทำเรื่องเองก็ค่อนข้างยุ่งยาก
ทั้งกรอกข้อมูลเอกสารไม่ต่ำกว่า 4-5 ชุด หรือต้องจองคิวสัมภาษณ์ ซื้อ pin แต่ที่นี่พี่ๆเขาก็ให้คำแนะนำอย่างดี จัดการทำให้เกือบหมด
เช่น เรื่องการกรอกเอกสารต่างๆ หรืออย่างช่วงก่อนมามีปัญหาเรื่องตั๋วเครื่องบินที่จองไว้เองติด waiting list ไม่ได้ซักที
ที่ vakom ก็ช่วยจัดการหาตั๋วสำรองให้ด้วย ก็ทำให้ง่ายขึ้นมากครับ
(พี่ๆ VAKOM ขอขอบคุณน้องๆทุกท่านในการสัมภาษณ์ครั้งนี้ และจะมีประโยชน์กับน้องๆท่านอื่นด้วยค่ะ)